เจ้าของธุรกิจ

ต้นทุนอาหารร้านอาหาร & คาเฟ่ ควรอยู่ที่กี่ % — สูตรคำนวณ Food Cost และวิธีคุมให้ร้านมีกำไร

ต้นทุนอาหารที่ดีของร้านอาหารไทยมักอยู่ที่ 28-35% ร้านกาแฟ 18-25% รู้จักสูตรคำนวณ Food Cost %, Prime Cost และวิธีคุมต้นทุนจากการรั่วไหลให้ร้านกำไรจริง
โดย O-VERSE · 10 มิถุนายน 2569 · อ่าน 7 นาที

ต้นทุนอาหาร (Food Cost) ที่ดีของร้านอาหารไทยมักอยู่ราว 28–35% ของยอดขาย ส่วนร้านกาแฟและเครื่องดื่มมักต่ำกว่าที่ 18–25% สูตรคำนวณคือ (ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ ÷ ยอดขาย) × 100 ยิ่งเปอร์เซ็นต์ต่ำ กำไรขั้นต้นยิ่งสูง

แต่ตัวเลขเป้าหมายเป็นแค่จุดเริ่ม สิ่งที่ทำให้ร้านกำไรจริงคือการรู้ต้นทุนของทุกเมนู และเห็นช่องว่างระหว่างต้นทุนที่ควรเป็นกับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง บทความนี้สรุปกรอบคิดที่ใช้ได้จริงสำหรับร้านอาหารและคาเฟ่ในไทย

Food Cost คืออะไร และคำนวณอย่างไร

Food Cost คือสัดส่วนของต้นทุนวัตถุดิบเทียบกับยอดขาย เป็นตัวชี้กำไรขั้นต้นที่ตรงที่สุดของร้านอาหาร สูตรพื้นฐาน:

Food Cost % = (ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ในช่วงเวลาหนึ่ง ÷ ยอดขายในช่วงเวลาเดียวกัน) × 100

คำนวณได้ 2 ระดับ:

ตัวอย่างระดับเมนู (เพื่ออธิบายวิธีคิด): ลาเต้ขายแก้วละ ฿55 ใช้เมล็ดกาแฟ + นม + แก้ว/ฝา/หลอด รวมต้นทุนวัตถุดิบราว ฿15 → Food Cost = (15 ÷ 55) × 100 = 27.3% เหลือกำไรขั้นต้นต่อแก้วราว ฿40 ก่อนหักค่าแรงและค่าใช้จ่ายอื่น

ต้นทุนอาหารควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกร้าน ค่าต่อไปนี้เป็น rule of thumb ที่ใช้กันทั่วไปในวงการ ไว้เทียบ ไม่ใช่กฎตายตัว:

หลักสำคัญคือ ดูแนวโน้มของร้านตัวเอง มากกว่าเทียบกับร้านอื่น ถ้าเดือนนี้ Food Cost พุ่งจาก 26% เป็น 32% โดยราคาขายเท่าเดิม แปลว่ามีบางอย่างรั่ว — ของแพงขึ้น ตักเกินสูตร หรือของเสียเยอะ

Theoretical vs Actual: ช่องว่างที่กินกำไรเงียบ ๆ

นี่คือจุดที่ร้านส่วนใหญ่มองไม่เห็น มีต้นทุนอาหารสองตัว:

ช่องว่างระหว่างสองตัวนี้ = เงินที่หายไปโดยไม่ได้สร้างยอดขาย มักมาจาก: ของเสีย/หมดอายุ, ตักหรือชงเกินสูตร, แจกฟรี/ชิม/พนักงานกิน, หรือการสูญหาย ร้านที่คุมช่องว่างนี้ได้คือร้านที่กำไรนิ่ง

Prime Cost: ตัวเลขที่สำคัญกว่า Food Cost เดี่ยว ๆ

Food Cost เพียงอย่างเดียวบอกเรื่องไม่ครบ เพราะค่าแรงคือต้นทุนก้อนใหญ่อีกก้อน นักบริหารร้านมักดู Prime Cost แทน:

Prime Cost = ต้นทุนวัตถุดิบ + ต้นทุนค่าแรง (รวมทุกอย่างที่เกี่ยวกับคน)

หลักที่ใช้กันทั่วไปคือพยายามคุม Prime Cost ให้อยู่ราว 55–65% ของยอดขาย ส่วนที่เหลือคือไว้จ่ายค่าเช่า ค่าน้ำไฟ การตลาด และกำไร ถ้า Food Cost ต่ำแต่ค่าแรงบานจน Prime Cost เกิน 65% ร้านก็ยังเหนื่อย — ฉะนั้นต้องดูคู่กันเสมอ

วิธีคุมต้นทุนอาหารโดยไม่ลดคุณภาพ

  1. ตั้งสูตรต้นทุนทุกเมนู (Recipe Costing): รู้ว่าแต่ละจานใช้วัตถุดิบอะไรเท่าไร แปลงเป็นต้นทุนต่อจาน นี่คือฐานของทุกอย่าง ถ้าไม่มีสูตร จะคุมต้นทุนไม่ได้เลย
  2. มาตรฐานการตัก/ชง (Portion Control): ใช้ช้อนตวง สเกล หรือแก้วตวง ความต่างแค่ตักเกิน 10% ทุกจานคือกำไรที่หายไปทั้งเดือน
  3. ติดตามราคาวัตถุดิบ: ราคาของขึ้นเงียบ ๆ ถ้าราคานมขึ้น แต่ราคาขายลาเต้เท่าเดิม Food Cost จะค่อย ๆ พุ่งโดยไม่รู้ตัว เช็กราคาซื้อเทียบงวดก่อนเป็นประจำ
  4. บันทึกของเสีย: จดของที่ทิ้ง/หมดอายุ/ทำพัง ตัวเลขนี้ชี้ตรงไปที่ช่องว่าง theoretical-actual
  5. Menu Engineering: จัดเมนูเป็น 4 กลุ่มตามกำไร×ความนิยม — ดัน "ดาวเด่น" (กำไรดี+ขายดี), ปรับราคา/ต้นทุน "ม้างาน" (ขายดีแต่กำไรบาง), ตัดหรือรีโนเวต "สุนัข" (กำไรน้อย+ขายน้อย)

ทำไมร้านส่วนใหญ่ไม่รู้ต้นทุนจริง

เพราะการทำมือใน Excel กินเวลามาก ต้องคีย์สูตรทุกเมนู อัปเดตราคาทุกครั้งที่ของขึ้น แล้วกระทบยอดขายจาก POS อีกที ส่วนใหญ่จึงทำครั้งเดียวตอนเปิดร้านแล้วไม่อัปเดต ต้นทุนในหัวจึงเป็นของเก่าหลายเดือน

นี่คือเหตุผลที่เราออกแบบ O-VERSE ให้ผูกสูตรต้นทุนเข้ากับยอดขายจริงในระบบ POS เดียวกัน — ตั้งสูตรเมนูครั้งเดียว ระบบคำนวณ Food Cost % และกำไรขั้นต้นต่อเมนูให้อัตโนมัติ และรวมเป็นรายงานกำไร-ขาดทุน (P&L) ของทั้งร้านโดยไม่ต้องคีย์ซ้ำ เป้าหมายคือให้เจ้าของร้านเห็นต้นทุนจริงแบบที่ร้านใหญ่ ๆ เห็น โดยไม่ต้องมีทีมบัญชี

ทดลองใช้ฟรี 30 วัน — แผนเดียว ฿999/สาขา/เดือน ไม่มีสัญญาผูกมัด ตั้งสูตรเมนูแล้วดูต้นทุนจริงของร้านคุณได้เลย

คำถามที่พบบ่อย

ต้นทุนอาหารร้านกาแฟควรอยู่ที่กี่เปอร์เซ็นต์?

โดยทั่วไปร้านกาแฟ/เครื่องดื่มมักคุม Food Cost ไว้ราว 18–25% ของยอดขาย ซึ่งต่ำกว่าร้านอาหารเพราะต้นทุนวัตถุดิบต่อแก้วต่ำเมื่อเทียบราคาขาย ทั้งนี้ขึ้นกับสัดส่วนเมนู (เมนูที่ใส่ผลไม้สด/นมพรีเมียมจะดึงเปอร์เซ็นต์ขึ้น)

คำนวณ Food Cost % อย่างไร?

ใช้สูตร (ต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ ÷ ยอดขาย) × 100 คิดได้ทั้งระดับเมนู (ต่อจาน) และระดับร้าน (รวมทั้งเดือน) ระดับร้านควรปรับด้วยสต็อกต้น-ปลายงวดเพื่อให้สะท้อนของที่ใช้จริง

Food Cost กับ Prime Cost ต่างกันอย่างไร?

Food Cost นับเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบ ส่วน Prime Cost = วัตถุดิบ + ค่าแรง รวมกัน Prime Cost สะท้อนภาพต้นทุนหลักได้ครบกว่า จึงเป็นตัวเลขที่ควรดูคู่กับ Food Cost เสมอ

ทำไมต้นทุนจริงมักสูงกว่าที่คำนวณจากสูตร?

เพราะมีช่องว่างระหว่างต้นทุนตามสูตร (theoretical) กับต้นทุนที่เกิดขึ้นจริง (actual) จากของเสีย การตักเกินสูตร การแจก/ชิม และการสูญหาย การบันทึกของเสียและคุมมาตรฐานการตักช่วยปิดช่องว่างนี้

ลดต้นทุนอาหารโดยไม่ลดคุณภาพได้อย่างไร?

เริ่มจากตั้งสูตรต้นทุนทุกเมนู คุมมาตรฐานการตัก ติดตามราคาวัตถุดิบเทียบงวดก่อน บันทึกของเสีย และทำ menu engineering เพื่อดันเมนูกำไรดีและปรับเมนูกำไรบาง วิธีเหล่านี้ลดต้นทุนจากการรั่วไหล ไม่ใช่จากการลดเกรดวัตถุดิบ

🧮 เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง

ใส่สูตรเมนูของคุณ แล้วให้ระบบคำนวณ Food Cost % และต้นทุนต่อจานให้อัตโนมัติ: เครื่องคิดต้นทุนอาหาร & ตั้งราคาจาก GP — ฟรี ไม่ต้องสมัคร →

เห็นกำไรจริงทุกสาขา ด้วย O-VERSE

POS ที่มี net P&L · ต้นทุน · AI วิเคราะห์กำไร ในแอปเดียว — ฿999/สาขา

ทดลองใช้ฟรี 30 วัน →
Facebook LINE X